การรักษาโรคร้ายรูปแบบใหม่ พัฒนาเเละทดลองยารักษาโรคเอดส์

aids

โรคเอดส์ จัดได้ว่าเป็นโรคติดต่ออีกชนิดหนึ่งซึ่งวิธีการที่จะติดต่อโรคนี้ได้หลักๆ ก็คือ เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกันอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการใช้อุปกรณ์บางอย่างร่วมกัน อาทิ เข็มฉีดยา หรือการถูกส่งต่อจากแม่สู่ลูก ซึ่งแม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้มานานแล้วก็ตามทว่าการหาวิธีในการรักษาอย่างจริงจัง หรือการหาตัวยาที่จะช่วยให้รักษาหายขาดได้แบบจริงจังยังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่สามารถทำได้ แม้บ่อยครั้งที่มีงานวิจัยหลายๆ ตัวบ่งชี้ว่าวิธีที่พวกเขาทำสามารถรักษาโรคนี้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงไม่ได้รับการยอมรับแบบจริงจังสักที่

การพัฒนาทดลองล่าสุดเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์

หากจะย้อนเวลากลับไปคงต้องบอกว่าเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกยังคงหาวิธีในการทำวัคซีน และตัวยาที่ใช้ในการรักษาโรคเอดส์ ซึ่งหากมองกันตามสถานการณ์ล่าสุดก็ระบุได้ว่า แอฟริกาใต้ได้มีการทดลองเกี่ยวกับเรื่องของวัคซีนโรคเอดส์ทีว่ากันว่ามีความเป็นไปได้สูงในการที่จะพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นวัคซีนเพื่อต้านไวรัสโรคเอดส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นักวิทยาศาสตร์เองได้มีการศึกษาที่ถูกใช้ชื่อว่า HVTN 702 ซึ่งเป็นการศึกษากับทั้งเพศชายและหญิงที่ติดเชื้อเอดส์ มีอายุระหว่าง 18-35 ปี จำนวนกว่า 5,400 ราย เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งการทดลองนี้นับว่าเป็นการทดลองเกี่ยวกับการค้นหายารักษาเพื่อต้านเชื้อเอดส์ครั้งใหญ่ที่สุดด้วย วัคซีนดังกล่าวได้ถูกนำมาทดลองใช้กับผู้ป่วยชาวไทยจำนวนทั้งหมด 16,000 คน ซึ่งจากการทดสอบระบุได้ว่าสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ถึง 30% โดยทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ทำการทดสอบวัคซีนที่ว่านี้ยาวนานกว่า 18 เดือน พร้อมด้วยอาสาสมัคร 252 คน

ตัววัคซีนดังกล่าวจะมีปฏิกิริยาเพื่อให้ร่างกายเกิดการเตรียมพร้อมสำหรับการมีภูมิคุ้มกันเวลาที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียต่างๆ อย่างไรก็ตามยังมีข้อที่ต้องคิดค้นกันต่อไปในส่วนของไวรัสเอดส์เป็นไวรัสที่หาตัวจับได้ยาก ซึ่งคาดว่าการทดลองนี้น่าจะยังคงต้องใช้เวลาอีก 5 – 10 ปี เลยทีเดียว แน่นอนว่าในการทดลองเองก็มีความจำเป็นจะต้องได้รับเงินสนับสนุนจากทั่วโลกด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องของการพัฒนาวัคซีนจะยังคงถูกคิดค้นกันอยู่เรื่อยๆ แต่ปัจจัยหลักที่สุดในการป้องกันโรคเหล่านี้ก็คือการมีวินัยในการใช้ชีวิต การลดความเสี่ยงต่อโอกาสที่จะทำให้ตนเอง หรือคนรอบข้างติดเชื้อของโรคนี้ หรือแม้คนที่ติดไปแล้วก็ต้องมีการดูแลตัวเองอย่างดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ต่อไป