รอดตายเเล้ว HIV ไวรัสร้าย รักษาได้ด้วยยา

HIV

โรคเอดส์ มาจากชื่อเต็มว่า Human immune deficiency virus ชื่อย่อ HIV เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีผลไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในมนุษย์ทำงานผิดปกติ ทำงานไม่เต็มที่ หรือสุดท้ายไม่สามารถทำงานได้เลย โดยไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวให้ต่ำลงเรื่อย ๆ เม็ดเลือดขาวนั้นจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากมีปริมาณลดลงจะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปกป้องตนเองจากเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ เกิดอาการติดเชื้อและมีภาวะอื่น ๆ แทรกซ้อนตามมา จนส่งผลให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

แต่ปัจจุบันทางการแพทย์มีการคิดค้นยาที่ทำลายและต้านไวรัสเอชไอวีนี้ได้แล้ว ส่งผลให้ผู้รอดชีวิตมีมากขึ้นจากเดิมที่เป็นแล้วไม่มีทางรักษา รอวันตายอย่างเดียว ปัจจุบันก็สามารถรักษาได้ ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป แต่ต้องมีการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมด้วยจึงจะดีขึ้น ยาที่มีการค้นพบชนิดแรกในการต้านไวรัสเอชไอวีชนิดแรกคือ Zidovudine (ZDV) เมื่อปี พ.ศ.2530 และก็มีการพัฒนาคิดค้นยาอื่น ๆ อีกหลายตัวตามมาอีกเพื่อเป็นการรักษาร่วมให้ได้ประสิทธิภาพต่อผู้ป่วยที่ดีที่สุด เช่น Efavirenz (EFV) , Indinavir (IDV) เป็นต้น โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มของยาต้านไวรัสเอชไอวีออกเป็นสองกลุ่มคือ ยากลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเทส และยากลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์โพรเทส ซึ่งยาจะไปส่งผลให้เอนไซม์ทั้งสองยับยั้งการเพิ่มจำนวนและกระจายของเชื้อไว้รัสเอชไอวีนี้ได้ ซึ่งนอกจากยาทั้งสองชนิดนี้แล้ว ทางการแพทย์ยังมีการพัฒนายาที่มีฤทธิ์แรงที่มีผลยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสบริเวณเยื่อหุ้มเซล์ เป็นยาฉีดที่ชื่อว่า Enfuvirtide แต่ยาจะแรงมากและมีผลข้างเคียงต่อร่างกายด้วย จะเลือกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยยากินทั้งกลุ่มข้างต้นแล้วเท่านั้น

หลักการใช้ยานั้น เมื่อร่างกายได้รับยาเข้าไปจะไปทำลายเชื้อไวรัสให้มีจำนวนลดลงและช่วยให้ร่างกายสร้างจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันที่มากขึ้นแข็งแรงขึ้น ภาวะแทรกซ้อนก็จะไม่มี  อย่างไรก็ตามทางการแพทย์ยังไม่พบยาที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด ดังนั้นหลักการใช้ยา ผู้ป่วยต้องใช้อย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง กินยาตรงเวลา เพื่อให้เชื้อไวรัสนั้นไม่เพิ่มจำนวนและไม่ดื้อยา เพราะหากไวรัสดื้อยาแล้วการรักษาก็จะยากขึ้น ต้องเพิ่มยาหรือเปลี่ยนยาให้แรงขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายของเราให้อ่อนแอและมีผลข้างเคียงเช่นกัน วิธีการสังเกตว่ายาใช้ได้ผลหรือไม่ก็คือ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ตรวจเลือดแล้วปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ปริมาณไวรัสลดน้อยลง ส่วนผลข้างเคียงก็จะมีตั้งแต่เล็กน้อยจนไปถึงหนักมาก เช่น มีไข้ เยื่อบุตาอักเสบ หายใจหอบ ติดขัด คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น อาจเป็นได้ช่วงแรกของการใช้ยาและจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ตัวซีด ชาปลายมือปลายเท้า ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและเปลี่ยนตัวยาที่เหมาะสม