รักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด ไดผลดีตามหลัก 6 อ.

cancer

โรคมะเร็งเป็นโรคร้าย ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิด อีกทั้งความร้ายกาจของมันก็ยังเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆ ในปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งก็มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดเอาชิ้นส่วนที่เป็นเนื้อร้ายออก , ใช้เคมีบำบัด , การฉายรังสี แต่วิธีเหล่านี้บางครั้งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วยอีกมากมาย เช่น ผมร่วง , คลื่นไส้ , ท้องเสีย , เบื่ออาหารเป็นต้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้มีการพัฒนาการรักษามะเร็งแบบใหม่ซึ่งมีชื่อเรียกว่า การรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดกำจัดมะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีแบบใหม่ ที่ใช้แนวคิดในการใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ยาชนิดนี้มีกลไกในการทำงานคือ ทำให้เซลล์พิฆาตสามารถทำลายเชื้อมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น จากการที่กลไกการทำงานของมันมีความแตกต่างจากยาเคมีบำบัด จึงทำให้ยากลุ่มนี้ก่อให้ผลกระทบต่อเซลล์อื่นๆ น้อยกว่า จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาน้อยกว่า เช่น ผมร่วง , คลื่นไส้ , อาเจียน ข้อดีของการรักษาแบบนี้อีกข้อคือมันมีความสามารถในการจดจำเซลล์มะเร็ง รวมถึงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้ในระยะยาว จึงป้องกันการกลับมาของมะเร็งได้ จากการศึกษากับผู้ป่วยในหลายประเทศพบว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง และผู้ป่วยมะเร็งปอด ซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้มีจำนวนผู้รอดชีวิตมากกว่า 2 เท่า หากเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิตดีกว่าการรักษารูปแบบอื่นๆ อีกด้วย

การรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดกำจัดมะเร็ง นี้ใช้กันจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางฝั่งยุโรปจำนวนมากกว่า 50 ประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆในเอเชียก็มี ญี่ปุ่น , ฮ่องกง , สิงคโปร์ , ไต้หวัน สำหรับในประเทศไทยขณะนี้ ยาในกลุ่ม ภูมิคุ้มกันบำบัดกำจัดมะเร็ง ได้รับการอนุมัติจากองค์ อย. สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งผิวหนัง และมะเร็งปอด เท่านั้น

สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกห่างไกลจากโรคมะเร็งให้ ปฏิบัติตามหลัก 6 อ. ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆดังนี้

1.อาหาร

เลือกทานอาหารมีประโยชน์ โดยเฉพาะผักสดและผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื้อแดง , อาหารปิ้ง , ย่าง , หมักดอง หลายๆคนอาจไม่เคยรู้ว่าการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์เป็นวิธีการล้างสารพิษออกจากร่างกายดีที่สุด

2.อากาศ

ควรอยู่ในสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ่ายเทได้ดี ปราศจากมลพิษทั้งหลาย

3.เอนกาย

นอนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ควรนอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า เนื่องจาก ฮอร์โมนดีๆจะช่วยปรับปรุงร่างกายของเราในขณะกำลังนอนหลับ

4.อุจจาระ

หากเรามีระบบการขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก อุจจาระไม่แข็ง ร่างกายก็จะขับของเสียออกมาทางอุจจาระ ส่งผลให้มีแต่แบคทีเรียดีๆอยู่ในลำไส้ ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในร่างกาย

5.ออกกำลัง

ควรออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที ทั้งนี้สามารถปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เหมาะสมในแต่ละวัยได้

6.อารมณ์

มองโลกในแง่บวก เป็นอารมณ์ดีสม่ำเสมอ ไม่เครียด ไม่คิดมาก